บทความโดย ผศ.พญ. พิชญาภา รุจิวิชชญ์ หน่วยโรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ตีพิมพ์ใน หมอชาวบ้าน ปีที่ 46 ฉบับที่ 550 กุมภาพันธ์ 2568)

ในปัจจุบันพบว่า เยาวชนไทย โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น มีแนวโน้มสูบบุหรี่เพิ่มขึ้น รวมถึงการใช้บุหรี่ไฟฟ้าที่พบได้อย่างแพร่หลาย แม้ว่าการครอบครองและการใช้บุหรี่ไฟฟ้ายังคงเป็นสิ่งผิดกฎหมายในประเทศไทยหลายคนมีความเข้าใจผิดว่า บุหรี่ไฟฟ้าเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า และสามารถช่วยลดหรือเลิกการสูบบุหรี่มวนได้ โดยเชื่อว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีความเสี่ยงน้อยกว่าในการก่อให้เกิดโรค เช่น โรคมะเร็ง โรคถุงลมโป่งพอง เป็นต้น ซึ่งมักเกิดจากกระบวนการเผาไหม้ในบุหรี่มวนอย่างไรก็ตาม จากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่หลายคนเข้าใจ แม้ว่าบุหรี่ไฟฟ้าจะไม่มีการเผาไหม้ แต่ยังคงมีสารเคมีที่เป็นอันตราย เช่น นิโคติน สารปรุงแต่งกลิ่น และสารเคมีอื่นๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะระบบทางเดินหายใจและหลอดเลือด
นอกจากนี้ การใช้บุหรี่ไฟฟ้ายังอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสพติดนิโคตินและสำหรับผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่มาก่อน บุหรี่ไฟฟ้าอาจเป็นประตูไปสู่การเริ่มสูบบุหรี่มวน เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องและชัดเจนเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า เรามาทำความรู้จักข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอุปกรณ์ชนิดนี้ รวมถึงผลกระทบต่อสุขภาพกันค่ะ
บุหรี่ไฟฟ้าจะไม่มีควันจากการเผาไหม้ แต่จะมีสารเคมีอื่น ๆ จากกระบวนการสร้างไอ ซึ่งยังคงมีผลกระทบต่อสุขภาพ
บุหรี่ไฟฟ้าคืออะไร?
บุหรี่ไฟฟ้า หรือยาสูบอิเล็กทรอนิกส์ (electronic cigarette) เป็นอุปกรณ์สำหรับสูบบุหรี่ชนิดหนึ่งที่มีหลากหลายรูปแบบ เช่น แบบปากกา (e-pens), แบบไปป์ (e-pipes), ฮุกกา (e-hookah), ซิการ์ (e-cigars) และบารากุ (baraku) ทุกประเภทมีหลักการทำงานคล้ายกัน โดยใช้กลไกไฟฟ้าสร้างความร้อนเพื่อเปลี่ยนน้ำยาที่ประกอบด้วยสารเคมีให้กลายเป็นไอ ให้ผู้ใช้สูดดมเข้าสู่ทางเดินหายใจและปอดข้อแตกต่างจากบุหรี่มวนทั่วไป คือ บุหรี่ไฟฟ้าจะไม่มีควันจากการเผาไหม้ แต่จะมีสารเคมีอื่ๆ จากกระบวนการสร้างไอ ซึ่งยังคงมีผลกระทบต่อสุขภาพ
โครงสร้างหลักของบุหรี่ไฟฟ้าประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ แบตเตอรี่, ตัวทำให้เกิดไอและความร้อน (atomizer) และน้ำยา (e-liquid)
ส่วนประกอบของน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า
● นิโคติน (nicotine) สารเสพติดที่พบได้ทั้งในบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่มวน ทำให้เกิดการเสพติด หากใช้ผิดวิธี บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ช่วยเลิกบุหรี่ และยังเสี่ยงต่อการเพิ่มการเสพติด
● โพรไพลินไกลคอลและกลีเซอรีน (propylene glycol and glycerin) สารที่ช่วยสร้างไอ หากสูดดมอาจทำให้ระคายเคืองปอดกระตุ้นให้เกิดอาการไอ เพิ่มความเสี่ยงของโรคหอบหืด
● สารเคมีอื่น ๆ เช่น สารแต่งกลิ่นและรส รวมถึงโลหะหนักอย่างนิกเกิล ตะกั่ว โคบอลต์ แคดเมียม และโครเมียม สารระเหย เช่นโทลูอีนและเบนซิน ซึ่งหากสูดดมต่อเนื่องอาจส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจและเพิ่มความเสี่ยงของโรคเรื้อรัง
วิวัฒนาการของบุหรี่ไฟฟ้า
บุหรี่ไฟฟ้ามีการพัฒนามาหลายยุค โดยแบ่งได้เป็น 4 ยุคหลัก ได้แก่
1. ยุคแรกที่รูปลักษณ์คล้ายบุหรี่จริง
2. ยุคแบบปากกา (e-pens) มีขนาดเล็กและพกพาง่าย
3. ยุคแทงค์ ใช้ระบบถังเก็บน้ำยาขนาดใหญ่
4. ยุค pod system รูปแบบทันสมัยคล้ายแฟรชไดร์ฟ ใช้งานง่าย และบางรุ่นไม่ต้องเติมน้ำยาใช้เทคโนโลยีความร้อนแต่ไม่เผาไหม้ (heat not burn technology) โดยในปัจจุบันบริษัทผู้ผลิตได้พัฒนาบุหรี่ไฟฟ้าให้มีฟังก์ชันหลากหลาย เช่น การเล่นเกมใช้เป็นนาฬิกา หรือผสมสารชะลอวัย (anti-oxidant) พร้อมโฆษณาเน้นความสะดวกและความบันเทิงกระตุ้นให้เยาวชนสนใจและอยากครอบครอง
ผลกระทบของบุหรี่ไฟฟ้าต่อสุขภาพ
1. อันตรายจากสารเคมีในน้ำยา
● นิโคติน เป็นสารเสพติดที่กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ส่งผลให้ความดันเลือด อัตราการเต้นของหัวใจและอัตราการหายใจเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด เสี่ยงต่อโรคเบาหวาน และกระตุ้นให้จำนวนเซลล์ผนังหลอดเลือดเพิ่มขึ้น ทำให้เส้นเลือดตีบ เสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง นิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้าส่วนใหญ่มักเป็นแบบสังเคราะห์ที่ดูดซึมเร็วกว่าแบบดั้งเดิม จึงส่งผลเสียมากกว่าเดิม
● โพรไพลีนไกลคอลและกลีเซอรีน สารที่ช่วยสร้างไออาจทำให้ระคายเคืองต่อผิวหนัง ดวงตา และปอด โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคปอดเรื้อรัง โรคหืด หรือมีภาวะหลอดลมไวเกินต่อสิ่งกระตุ้น
2. อันตรายจากความร้อน ไอน้ำ และโลหะในอุปกรณ์
● โลหะหนัก เช่น นิกเกิล ตะกั่ว และแคดเมียม ในอุปกรณ์บุหรี่ไฟฟ้า อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองทางเดินหายใจ กระตุ้นการอักเสบ และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) และโรคมะเร็ง เช่น มะเร็งปอดมะเร็งช่องปาก และมะเร็งตับอ่อน
● ไอระเหยจากบุหรี่ไฟฟ้า อาจทำให้เกิดโรคปอดอักเสบจากการใช้บุหรี่ไฟฟ้า (e-cigarette or vaping product use-associated lung injury หรือ EVALI) ซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต โดยอาการคล้ายโรคปอดอักเสบจากโควิด-19 ได้แก่ มีไข้ หนาวสั่น ไอ หายใจลำบาก ปวดเมื่อยตามตัว รวมถึงอาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย เป็นต้น
3. ผลกระทบต่อผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้ามือสอง
● สารเคมีในไอระเหยของบุหรี่ไฟฟ้าสามารถปะปนในอากาศและส่งผลกระทบต่อผู้ที่อยู่ใกล้เคียง แม้ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนเกี่ยวกับผลกระทบระยะยาว แต่ผู้ที่มีโรคปอดเรื้อรังหรือภาวะหลอดลมไวเกินอาจมีอาการกำเริบได้
บุหรี่ไฟฟ้า ช่วยเลิกบุหรี่ธรรมดาได้หรือไม่
ผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าส่วนใหญ่มักเชื่อว่าปลอดภัยกว่าบุหรี่จริง แต่ในความเป็นจริง บุหรี่ไฟฟ้ายังมีนิโคติน ซึ่งเป็นสารเดียวกับที่พบในบุหรี่ทั่วไป จึงไม่ช่วยลดการเสพติด และอาจทำให้เสพติดมากขึ้นเพราะนิโคตินสังเคราะห์ดูดซึมได้เร็วกว่า
การปรุงแต่งกลิ่นรสที่หลากหลายและรูปลักษณ์ของอุปกรณ์ที่ดูทันสมัย ยิ่งดึงดูดให้เพิ่มการสูบบุหรี่ไฟฟ้า ผู้ที่เริ่มใช้บุหรี่ไฟฟ้ามักยังสูบบุหรี่จริงควบคู่กันไป ทำให้ร่างกายได้รับสารนิโคตินและสารเคมีอื่น ๆ ในปริมาณสูงขึ้น
ปัจจุบันข้อมูลทางการแพทย์ในประเทศไทยยังไม่สนับสนุนการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพื่อช่วยเลิกบุหรี่ธรรมดา และแนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้บุหรี่ไฟฟ้าทุกประเภท
